ยังมี

ยังมี – เฉลียง

พรุ่งนี้ยังมี – ฉัตรชัย ดุรยประณีต

พรุ่งนี้ยังมี – Chuckie Thanyarat and Blue Planet

เธอยังมีฉัน – แก้ว ลายทอง

เพื่อนรัก – พราย ปฐมพร

เพื่อนรัก – ชีพชนก ศรียามาตย์

ฟ้ามืด (จึงเห็นดาวสวย) – พราย ปฐมพร

เข้มแข็งไว้คนดี – ชีพชนก ศรียามาตย์

Advertisements
โพสท์ใน Music | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

เรื่องขี้หมา

เรื่องขี้หมา – Y NOT 7

ทางใครทางมัน – จิระศักดิ์ ปานพุ่ม

อกข้างซ้าย – โมทีฟ

ชัดเราถึงตาย – Hot Dog

ทำไมไม่ทำให้ตาย – เป้ ไฮร๊อค

ง่ายเกินไป – The Sun

ไม่สมศักดิ์ศรี – ไท ธนาวุฒิ

ดีเกินไป – Smile Buffalo

หรือผู้หญิงชอบคนเลว – Q

โพสท์ใน Music | ใส่ความเห็น

Country Strong (2010)

Country Strong (2010)
PG-13 117 min – Drama | Music – 7 January 2011 (USA)

A rising country-music songwriter works with a fallen star to work their way fame, causing romantic complications along the way.

Director: Shana Feste
Writer: Shana Feste
Stars: Garrett Hedlund, Gwyneth Paltrow and Leighton Meester | See full cast and crew

โพสท์ใน Movies | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

รักคงยังไม่พอ

รักคงยังไม่พอ – ธนพล อินทฤทธิ์

ผิดสัญญา – Instinct

สิ่งที่ฉันเป็น – Ebola

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

ยอมจำนนฟ้าดิน – โบวี่

ใจโทรมๆ – MICRO

น้ำในตา – อิทธิ พลางกูร

ยอม – หิน เหล็ก ไฟ

ฉันไม่ใช่ – The Sun

ดีที่สุดแล้ว – The Sun

เกิดมาแค่รักกัน – Big Ass

ช่วงที่ดีที่สุด – BOYdPOD

โพสท์ใน Music | ใส่ความเห็น

Exercise Your Brain ฟิตศักยภาพ 5 ด้าน ให้สมองคุณ

อย่ามัวแต่ฟิตหุ่น จนลืมฟิตสมองเด็ดขาด เพราะในแต่ละวันคุณอาจได้รับโจทย์ยากๆ ในการทำงานแบบไม่ทันตั้งตัว หลายคนอาจไม่รู้ว่านอกจากสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายแล้ว เราก็สามารถฝึกสมองได้ด้วย โดยสมอง จะมีหน้าที่หลักอยู่ 5 ด้าน คือ ความจำ สมาธิจดจ่อ ความสามารถ ด้านภาษา การมองเห็น และความสามารถในการตัดสินใจ

1.ด้านความจำ
แบบฝึกสมองก่อนทำงานที่คุณควรปฏิบัติ ได้แก่ การฟังเพลงที่ไม่เน้นแค่สนุก แต่เลือกเพลงที่คุณไม่รู้จักแล้วหัดจำเนื้อ รวมถึง การอาบน้ำ แต่งตัวในที่มืด หรือใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแปรงฟัน วิธีเหล่านี้ จะกระตุ้นระดับของ อะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) สารเคมีที่ช่วยในสมองที่มีผลต่อการควบคุมความจำ การเรียนรู้ และเคลื่อนไหวร่างกาย

2.ด้านสมาธิในการจดจ่อ
ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ได้แก่ การวิ่งออกกำลังกายเบาๆ ไปพร้อมกับการฟังออดิโอบุ๊ค เปลี่ยน เส้นทางขับรถไปทำงาน หรือแม้แต่การจัดโต๊ะทำงานใหม่ ทั้งหมดนี้จะช่วยปลุกและฉุดคุณจากนิสัยเดิมๆ รวมทั้งกระตุ้นความสามารถในการทำงานที่หลากหลาย (Multitasking) ได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

3.ด้านภาษา
หากคุณอ่านหน้ากีฬาบ่อยๆ ลองหันไปอ่านหน้าธุรกิจ เชิงลึกดูบ้าง คุณจะได้รู้จักคำใหม่ๆ และฝึกทำความเข้าใจเชื่อมโยงความหมาย จากบริบทด้วยตัวเอง (โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดพจนานุกรมสักนิดเดียว) นั่นเป็นเพราะสมองของเรามีความสามารถในการจำแนก จดจำ และเข้าใจคำได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าฝึกบ่อยๆ คุณจะขยายคลังคำใหม่ๆ ไปยังคำที่ใกล้เคียง ได้อีก เกมภาษาก็เป็นอีกแบบฝึกหัดหนึ่งที่น่าสนใจ

4.ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น
เดินเข้าไปในห้องและเลือกของ 5 ชิ้น ที่วางอยู่ และเมื่อออกจากห้องลองพยายามจำถึงตำแหน่งของสิ่งของแต่ละชิ้นให้ได้ แต่ถ้ายังง่ายไปสำหรับคุณแล้วละก็ รอสัก 2 ชั่วโมงแล้วค่อยๆ ย้อนกลับไปนึกใหม่ หรือเปลี่ยนเป็นลองมองในมุมตรงเพื่อจดจำสถานที่ ที่ไม่คุ้นเคย แล้วท้าทายตัวเองด้วยการกลับมาเขียนรายละเอียดทุกอย่างลงในกระดาษของคุณ วิธีนี้จะช่วยบังคับให้ใช้สมองฝึกรวมความสนใจไปกับองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว

5.ด้านการตัดสินใจ
เพื่อการตัดสินใจที่รอบคอบเด็ดขาด เราต้องเริ่มจากแบบทดสอบที่ต้องใช้ตรรกะในการวางแผน กะวาง แล้วก้าวกระโดดให้ได้ในเวลาที่สั้นที่สุด ซึ่งที่จริงแล้วนี่คือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติทุกวันเมื่อพบปะผู้คน โดยเฉพาะงานขายที่ต้องหว่านล้อมเพื่อการตอบรับที่ดี ในเวลาเดียวกันวิดีโอเกมก็เรียกร้องการวางแผนในลักษณะนี้ และน่าจะเป็นข้ออ้างที่ดีของคนที่กำลังติดเกมในสมาร์ทโฟน !

ขอบคุณบทความดีๆ จาก

โพสท์ใน Forward Mails | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

นิยาม “รัก” ธรรมะจากท่าน ว.วชิรเมธี

“หนุ่มสาวรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้ว่า ความรักมีหลายมิติ แต่ที่เราหยิบมาเน้นทุกวันนี้มีมิติเดียวคือความรักในเชิงชู้สาว ซึ่งมักจะไปจบที่การมีความสัมพันธ์ เพราะว่าไม่อยากจะผูกพัน และนั่นเป็นเหตุให้ก่อปัญหาสังคมตามมามากมาย เพราะฉะนั้นเขาควรจะเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงนั้น ความรักเป็นอะไรที่มากกว่าความสัมพันธ์ในเชิงชายหนุ่มหญิงสาว”


ในทรรศนะที่สรุปมาจากองค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ความรักมีด้วยกัน 4 มิติ


1.รักตัวกลัวตาย

2.รักใคร่ปรารถนา

3.รักเมตตาอารี

4.รักมีแต่ให้


พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายว่า


1.รักตัวกลัวตาย เป็นความรักอิงสัญชาตญาณพื้นฐานของการมีชีวิต ความรักเช่นนี้มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกประเภท อันตรายของความรักชนิดนี้ คือถ้ามีมากเกินไปจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว และบางครั้งเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง ก็ถึงกับต้องฆ่าคนอื่น


2.รักใคร่ปรารถนา เป็นความรักอิงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเป็นเครื่องมือของความรักชนิดนี้ ความรักชนิดนี้ถ้าวิเคราะห์ลึกๆ มีความโลภเจืออยู่ นั่นก็คืออยากจะได้ ใคร่จะครอบครอง และถ้าตัวเองได้ตามที่ต้องการก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความรักชนิดนี้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามไม่ได้ตามที่ต้องการ ความโลภอาจจะกลายเป็นความแค้น


“และนั่นเป็นเหตุให้หลายครั้ง คนที่รักกันแต่พอผิดหวังจากความรัก จึงลงเอยด้วยการทำร้ายซึ่งกันและกัน และในบางกรณีถึงขั้นฆาตกรรม ชำแหละคนรักเป็นศพ ไหนบอกว่ารัก ทำไมต้องจบด้วยการฆาตกรรม เพราะลึกๆ แล้วไม่ใช่รัก เป็นแค่ราคะ คือความปรารถนาในกามารมณ์ และเป็นเพียงความโลภ คือต้องการที่จะครอบครองมาเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นความรักชนิดนี้จึงไม่ปลอดภัย ต้องก้าวไปหาความรักที่สูงขึ้น”


ความรักที่ 3 คือ รักเมตตาอารี คือความรักที่อิงและร่วมทางวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น มีสายเลือดเดียวกัน พ่อแม่ก็จะรักลูกมาก เพราะลูกก็คือสำเนาของตนเอง คนที่ถือศาสนาเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกเพราะมีศาสดาคนเดียวกัน คนที่ถือสัญชาติเดียวกันก็จะรู้สึกเป็นพวกกับคนสัญชาติเดียวกัน และมนุษย์ด้วยกันก็จะรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าสัตว์


“ความรักเช่นนี้เป็นความรักที่อาศัยโยงใยทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เราจะรักใครก็ตามที่เราเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น ถ้าเราเดินอยู่ในอเมริกาแล้วเจอคนไทย เราจะรู้สึกปีติเบิกบานขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ฝรั่งที่เราเจอก็คนทั้งนั้นแต่เราจะเฉยๆ ถ้าคนไทยคนนั้นเป็นชาวพุทธเหมือนกับเรา ก็ยิ่งดีใจใหญ่ ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะลึกๆ เรามีโยงใยทางวัฒนธรรมร่วมกันบางสิ่งบางอย่าง ความรักชนิดนี้ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน


แต่อันตรายของความรักชนิดเช่นนี้ก็คือ บางครั้งมันกลายเป็นความหลงผิด ยึดติดถือมั่นในกลุ่ม ในหมู่ ในพรรค ในเผ่า ในพันธุ์ของตัวเอง แล้วกลายเป็นสงครามระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างผิวสี ศาสนา ลัทธิ การเมือง ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เช่น ฮิตเลอร์สังหารชาวยิวเพราะอะไร หรือสงครามครูเสดเกิดขึ้นยาวนานหลายร้อยปี ก็เพราะทุกคนอยากจะปกป้องพระเจ้าของตนเอง รวมทั้งสงครามแบ่งแยกดินแดนทั้งหลาย ความรักชนิดนี้ลึกๆ เข้าไปอาศัยคำว่าลัทธิ อุดมการณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นเครื่องเชื่อมโยงที่สำคัญ”


พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ยังรวมถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่มีทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เข้าไปยึดติดถือมั่นแล้วมีอิทธิพล ต่อการดำเนินชีวิต


“ความ รักของสีเหลืองสีแดงก็เป็นความรักในประเภทที่ 3 นี้ด้วย ความรักชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 ก็ยังไม่ปลอดภัย ต้องพัฒนาต่อไปถึงความรักประเภทที่ 4 คือ รักมีแต่ให้”


“รักมีแต่ให้ เป็นความรักที่มาพร้อมกับปัญญา ความรักที่ 1-3 อิงอารมณ์คือความรู้สึกเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่ความรักชนิดที่ 4 อิงปัญญาคือความรู้สว่างกระจ่างแจ้งในโลกและชีวิต ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จนมนุษย์สามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากมายาคติ คือสิ่งที่เป็นความลวงทุกชนิด เหมือนพอเมฆที่เคลื่อนออกไป ฟ้าก็เปิด ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงสว่างในทิศทั้ง 4″


“ไม่มีอะไรอีกที่เป็นความลับดำมืดหรือเคลือบแคลงสงสัยมัวเมา ความรักชนิดเช่นนี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่จะหยั่งรู้ ถึงความจริงของโลกและชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้าเราเห็นเงิน เราก็รู้ว่าเงินเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราใช้เงินเสร็จแล้ว เราก็สามารถปล่อยวางมันได้ เราใช้เสื้อผ้าเสร็จแล้วเราก็สามารถถอดวางไว้ได้ เรามียศ เราใช้ยศเสร็จแล้วเราก็ไม่ยึดติดยศ เรามีทรัพย์สมบัติ เราก็บอกว่าสรรพสิ่งคือของใช้ไม่ใช่ของฉัน”


“พอเรามีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงอย่างนี้ ปัญญาของเราจะเป็นอิสระ พอปัญญาของเราเป็นอิสระแล้ว ทอดตาไปทางไหนใจเราก็กว้างขวาง หมดความยึดติดถือมั่น ทอดตาไปทางไหนก็ไม่เห็นใครว่าเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเปลือกของความเป็นมนุษย์ที่เราสมมติขึ้นมาเองทั้งหมด ทอดตาไปทางไหนคุณก็จะเห็นแต่มนุษยชาติกระจายอยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง เขากับเราแตกต่างกันเพียงเปลือกผิวภายนอก แต่โดยเนื้อหาสาระก็คือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่ามนุษยชาติ ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร มีแต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่าคน นั่นคือความจริงสุดท้าย พอจิตของเราเป็นอิสระอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกในเชิงแบ่งแยกหายไป ความรู้สึกในเชิงถือเขาถือเราหายไป ความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบหายไป ทอดตามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนที่เสมอกันกับเรา และนั่นคือเหตุที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นพอๆ กับที่เรารักตัวเอง ความรักเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำความรักที่แท้มา นั่นคือความกรุณา รักแท้คือกรุณา”


พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี อธิบายต่อไปอีกว่า กรุณาก็คือความสงสารอันใหญ่หลวง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทำร้ายใครได้อีกเลย เพราะทอดตาไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็น พี่น้องท้องเดียวกันกับเราทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อปัญญาทำหน้าที่เปิดประตูหัวใจของเราแล้ว ธารน้ำแห่งความรักก็จะไหลหลั่งถั่งท้นออกมา ชโลมชาวโลกให้อยู่กันฉันพี่ฉันน้อง


“อุปมาให้เห็นง่ายๆ รักแท้คือกรุณา เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดลงผืนโลก โดยที่ไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน เป็นน้ำก็ไหล เป็นจันทร์ก็ส่อง เป็นนกก็ร้องเพลง โดยไม่เคยถามว่าใครเคยเห็นความสำคัญของฉันหรือ โดยไม่เคยถามว่าฉันจะได้อะไรตอบแทนไหม ฉะนั้นวิวัฒนาการสูงสุดของความรักก็คือ รักแท้คือกรุณา เราต้องไปให้ถึงความรักชนิดเช่นนี้ จึงจะเป็นความรักที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้น มนุษยชาติจะต้องไปให้ถึง”


ถึงกระนั้น พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก็นิยามความรักให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่า ความรัก คือการตระหนักรู้ในสัจธรรม แล้วเราสามารถถอดถอนตัวเองออกมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อย่างสิ้นเชิง มีหัวใจที่บริสุทธิ์ หมดจด แล้วก็แผ่ความรักนั้นออกไปรักคนได้ทั้งโลก ความรักในทรรศนะของอาตมากล่าวอย่างสั้นที่สุดคือกรุณา คือจิตใจอันใหญ่หลวงที่สามารถรักคนได้ทั้งโลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รักแท้คือกรุณาจะมาหลังจากการผลิบานทางปัญญาเสมอไป ถ้าไม่ได้มาพร้อมปัญญาเป็นได้แค่มายาการณ์ชนิดหนึ่ง พูดง่ายๆเป็นได้แค่ความรู้สึก


“ฉะนั้น ถ้าไปดูพระพักตร์ของพระพุทธรูป ทุกองค์ ยิ้มทุกองค์ ทำไมยิ้ม เพราะจิตท่านเบิกบานผ่องใส ท่านจึงกลายเป็นผู้ที่ยิ้มให้กับคนทั้งโลก รักที่แท้จะเป็นอย่างนั้น เราเกลียดใครไม่ลงเลย”


“ฉะนั้น พุทธศาสนานี้ จึงเป็นศาสนาแห่งความรัก เริ่มต้น พระพุทธเจ้าก็รักใน โพธิญาณ ใช้วันเวลาทั้งหมด 84,000 อสงไขย กำไร 100,000 กัลป์ ทุ่มเทปัจจัยลงไปในโพธิญาณ รักในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า และเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไปถึงตาน้ำที่แท้ ตลอดเวลา 45 ปีหลังจากที่ตรัสรู้ เสด็จพุทธดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหว่านโปรยพุทธธรรมอันเป็นเครื่องมือ ที่จะนำชาวโลกไปสู่ความรักที่แท้ และด้วยเหตุดังนั้น พระพุทธองค์จึงมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระมหาการุณิโก แปลว่า พระผู้มีความรักที่แท้”


“เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรัก และเราชาวพุทธทุกคน เมื่อเข้าใจพุทธธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีความรักอย่างลึกซึ้งที่สุด”


โพสท์ใน Forward Mails, Soul | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

ก้อนหินในสายน้ำ

บางคนมีอาการของคนเป็นโรคใจชนิดที่เรียกว่า หัวใจเปราะบาง กระทบกระเทือนเรื่องใดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาการหนัก เจ็บปวดทรมานเศร้าโศกเสียใจ บางครั้งถึงกับเสียศูนย์เพียงเพราะลมปากของผู้อื่น จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งนี้ เพราะมัวแต่ฝากหัวใจไว้กับคนอื่น กลัวว่าคนอื่นจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ จึงมีชีวิตที่ไหลไปตามกระแสน้ำ ไม่ต่างอะไรกับปลาตาย
ต้องยอมรับความจริงว่า คนในสังคมกลุ่มหนึ่งเลือกใช้ชีวิตเช่นนี้ เลือกเป็นปลาตายที่ไหลลอยไปตามกระแสน้ำ ขึ้นอยู่กับว่า เจ้านายจะสั่งอย่างไร คนอื่นจะบอกอย่างไร เพื่อนฝูงจะไปทางไหน ขอเฮโลตามกันไป ไร้จุดยืน ไร้ทิศทาง เป็นชีวิตที่เกิดจากการต้องการเป็นที่ยอมรับ เป็นชีวิตที่ขึ้นอยู่กับคนอื่นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ตามแต่คนอื่นจะตัดสินใจและชี้นำ เป็นการเลือกใช้ชีวิตอย่างที่คนอื่นอยากเห็น หรือชีวิตที่เราอยากเป็น แต่ไม่ใช่จากตัวตนที่แท้จริงของเราเอง

ตราบใดที่เรายังฝากหัวใจไว้กับคนอื่น จะไม่มีวันหาความสุขแท้จริงได้

เพราะใจที่ยังหวั่นไหว คลอนแคลน ขาดความเป็นกลาง ย่อมปราศจากสติสัมปชัญญะและปัญญา ดังนั้น สิ่งที่ทำ คำที่พูด ล้วนออกมาจากจิตใจที่ขาดจุดยืนและคุณธรรม เสี่ยงต่อการที่จะสร้างบาปอกุศลกรรม หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

คนที่ใจบางหน้าหนา จะกล้าทำชั่วได้ง่าย แต่คนที่ใจหนาหน้าบาง ไม่กล้าทำความชั่ว
หากเราฝึกอบรมจิตใจให้มีความหนักแน่นมั่นคง รักษาความเป็นกลางของหัวใจ มีสติรักษาและเคารพในคุณธรรมของตนเปรียบเป็นก้อนหินในสายน้ำ หรือศิลาในน้ำเชี่ยวย่อมไม่ไหลไปตามกระแสของคนหมู่มาก ซึ่งไม่ได้รับรองว่าไปกันถูกทาง แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างให้เห็น
ใจที่เป็นดั่งก้อนหินในสายน้ำดวงนี้ก็จะเสมอด้วยผืนแผ่นดิน ใครจะขุด จะทำลายด้วยการกล่าวร้ายป้ายสี ถากถางเยาะเย้ย หรือกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ก็ไม่กระทบกระเทือนหรือขยับเขยื้อน ใครจะสรรเสริญ เยินยอ ชมเชย ก็ไม่ปลิวตาม เพราะรู้ชัดตามเป็นจริงว่า เราเป็นใคร กำลังจะไปไหน จะไปอย่างไร และยังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขขัดเกลานิสัยของตนอีกเพียงใด

จิตใจที่หนักแน่นมั่นคงดวงนี้จึงเป็นอิสระจากทุกข์ที่เกิดขึ้นจากลมปากได้ ไม่ว่าจะเป็นสรรเสริญหรือนินทาก็ตาม เพราะใครเล่าจะเตือนตนได้ดีกว่าตนเอง จงรักษาความเป็นกลางของหัวใจ ให้หนักแน่นมั่นคงดั่งก้อนหินในสายน้ำเถิด.
ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน อนาคต
คนที่ถูกสรรเสริญ โดยส่วนเดียว
หรือถูกนินทา โดยส่วนเดียว ไม่มี
****************
เรื่องอย่างนี้มีมานานแล้ว
มิใช่เพิ่งจะมีในปัจจุบันนี้
อยู่เฉยๆ เขาก็นินทา
พูดมาก เขาก็นินทา
พูดน้อย เขาก็นินทา
ไม่มีใครในโลก ที่ไม่ถูกนินทา
พุทธวจน

โพสท์ใน Forward Mails, Soul | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น