ธรรมะสั้นๆ 10 ข้อ

รูปภาพ

1. # ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด เงินไม่ได้อยู่ที่เศรษฐี แต่ศีลอยู่ที่กายใจของเรา ธรรมะอยู่ที่สติ และเงินอยู่ทุกที่ที่มีความขยัน 

2. # โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า เราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกดี ชีวิตจะมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกร้าย ชีวิตจะมีแต่วุ่นวายและทุกข์ระทม 

3. # จงดึงเอาความรู้สึกผิดที่เรามี มาเป็นแรงบันดาลใจให้ทำดียิ่งๆ ขึ้น อย่าจมอยู่กับอดีต มีแต่การสร้างตัวเองใหม่เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากความรู้สึกผิด 

4. # ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมี แต่อยู่ที่เราค้นพบว่า อะไรคือแก่นแท้ของชีวิต แล้วอยู่กับสิ่งนั้นด้วยความรัก คนนั้นก็คือคนมีความสุข 

5. # ยามใดที่ชีวิตพบกับความทุกข์ หากไม่มัวแต่เป็นทุกข์ ทว่าเรียนรู้ที่จะมองดูความทุกข์อย่างมีสติ อย่างแยบคาย อย่างเป็นผู้ดู ไม่ได้เป็นผู้เป็น ความทุกข์ก็จะทอประกายแห่งความสุขออกมาให้เห็น 

6. # ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้ทุกสิ่งอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำ มีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอ ขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็น เราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

7. # ในโลกแห่งความเป็นจริง คนทุกคนก็เป็นครูได้ คนเก่ง ไม่เก่ง ฉลาดรู้หนังสือ ไม่รู้หนังสือ ยากดีมีจน สัตว์ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ ดิน ฟ้า อากาศ ความผิดหวัง ความสมหวัง ความรัก ความชัง ฯลฯ เหล่านี้ คือ ครูในมหาวิทยาลัยชีวิต ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ ศึกษากันไปอย่างไม่มีวันจบ 

8. # อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเอง เพราะไม่เพียงแต่ มันจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของเราด้วย 

9. # เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องที่ควรทุกข์ แต่พอเราไม่ยอมปล่อยวาง ทุกข์ก็รุกคืบเข้ามา เรื่องบางเรื่องใครต่อใครก็เห็นอยู่ว่า ทุกข์หนักหนาสาหัส แต่สำหรับคนที่ปล่อยวางเป็น ก็เป็นสุข คือ ความสุขหรือความทุกข์ บางครั้งอยู่ที่ “ท่าที” ในการเผชิญของเราเป็นสำคัญ ถ้า “รู้เท่าทัน” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างมีสติ ทุกข์อาจกลายเป็นสุข, ปัญหาอาจกลายเป็นปัญญา, วิกฤติอาจถูกแปรเป็นโอกาส 

10. # ความล้มเหลวเป็นส่วนผสมของชีวิตซึ่งขาดไม่ได้ คนที่ไม่เคยล้มเหลวคือคนที่ไม่เคยทำอะไร ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้ คนที่กำลังคิดการใหญ่ทุกคนจึงมองความล้มเหลวด้วยสายตาที่เป็นบวก เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่า ความล้มเหลวเป็นฝาแฝดกับความสำเร็จ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

จอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์ ผู้เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม

John D. Rockefeller

“ยอห์น. ดี. รอคกี้เฟลเลอร์ มีเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญเมื่ออายุเพียง ๓๔ ปี
อายุ ๔๓ ปี ได้ก่อตั้งบริษัทบริษัทน้ำมันสแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil)
ซึ่งเป็นบริษัทผูกขาดการค้าน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น (ค.ศ.1870)
แต่พออายุ ๕๓ ปี สุขภาพของเขาเสื่อมโทรมมาก เพราะนิสัยชอบทุกข์ร้อนเคร่งเครียดของเขา

เขาเป็นโรคเครื่องย่อยอาหารพิการอย่างรุนแรง จนผมร่วง
ขนตาและขนอื่นๆก็ร่วง ขนคิ้วเหลืออยู่เพียงหรอมแหรมเท่านั้น
แพทย์บอกว่า ที่เขาหัวล้านเช่นนี้สืบเนื่องมาจากระบบประสาทอ่อนกำลัง
เขาตกใจกลัวมาก จนต้องสวมผ้าบางๆครอบปิดที่ศีรษะอยู่ตลอดเวลา
ต่อมาเขาซื้อผมปลอมชนิดสีเงินมาสวม ราคาชุดละห้าร้อยเหรียญ
และสวมผมปลอมต่อมาจนตลอดชีวิต ผู้เขียนประวัติของเขาคนหนึ่งกล่าวว่า
“เมื่อรอคกี้เฟลเลอร์อายุ ๕๓ ปี รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนกับมัมมี่”

เดิมทีรอคกี้เฟลเลอร์เป็นผู้มีสุขภาพพลานามัยดี แข็งแรง ปราดเปรียว
แต่ครั้นพออายุได้ ๕๓ ปี ไหล่ของเขาตก เดินกระย่องกระแย่ง
ทั้งนี้สืบเนื่องจากการทำงานหักโหมหนัก วิตกทุกข์ร้อนไม่รู้จักสิ้นสุด
โมโหโทโสดุด่าไม่เว้นแต่ละวัน กลางคืนนอนไม่หลับ
ขาดการบริหารร่างกายและพักผ่อนหย่อนใจ

ดูเถิด มหาเศรษฐีแท้ๆ ทำไมจึงกลายเป็นผู้ที่ไร้ความสุขไปได้
แม้ว่าขณะนั้นเขาจะเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
แต่เขากลับต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่แม้แต่คนยากคนจนยังไม่อยากจะแตะต้อง
รายได้ของเขาเวลานั้นตกสัปดาห์ละหนึ่งล้านเหรียญ
แต่ค่าอาหารประจำวันของเขาทุกมื้อตกเพียงสัปดาห์ละสองเหรียญเท่านั้น

รอคกี้เฟลเลอร์อยากให้คนทั้งหลายรักเขา
แต่ปรากฏว่ามีคนชอบเขาเพียงไม่กี่คน คนส่วนใหญ่เกลียดเขา
และไม่ต้องการติดต่อเกี่ยวข้องกับเขาไม่ว่าจะในทางธุรกิจหรือในทางใดๆก็ตาม
แม้แต่น้องชายแท้ๆของเขาเองก็ยังเกลียดเขา
จนถึงกับพาลูกๆออกไปจากบ้านประจำตระกูลซึ่งรอคกี้เฟลเลอร์เป็นผู้สร้างขึ้น
น้องชายของเขาถึงกับออกปากว่า
“ฉันไม่ยอมให้สายเลือดของฉันต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เป็นของเจ้ายอห์น.ดี.”
แม้แต่พนักงานของเขาเองก็ไม่ชอบเขา และต่างก็หวาดกลัวเขาไปตามๆกัน
เพราะรอคกี้เฟลเลอร์เป็นคนขี้ระแวง และเป็นคนไว้วางใจมนุษย์ด้วยกันน้อยที่สุด

ในบริเวณบ่อน้ำมันต่างๆในรัฐเพ็นซิลเวเนีย รอคกี้เฟลเลอร์เป็นคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุด
คู่แข่งขันของเขาซึ่งถูกทำลายย่อยยับไปแล้วด้วยวิธีการต่างๆ
ต่างเคียดแค้นชิงชังเขาและอยากจะแขวนคอเขาเป็นที่สุด
มีจดหมายแช่งชักหักกระดูกรวมทั้งขู่เข็ญจะเอาชีวิตหลั่งไหลมาสู่สำนักงานของเขานับไม่ถ้วน
เขาต้องใช้องครักษ์จำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันชีวิตตัวเอง

ท้ายที่สุด เขาได้ประจักษ์ความจริงว่า ตัวเขาหนีความเป็นมนุษย์ไปไม่พ้น
เขาไม่สามารถทนทานต่อความเกลียดชังของคนหมู่มากซึ่งอยู่รอบตัวเขา
และไม่สามารถทนทานต่อความทุกข์ร้อนซึ่งมีอยู่เป็นประจำได้
ผลก็คือสุขภาพของเขาเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ เขาต้องเผชิญกับศัตรูใหม่คือความเจ็บป่วย
อาการของเขาคือนอนไม่หลับ เครื่องย่อยอาหารพิการ จิตใจของเขาสุมอยู่ด้วยความทุกข์ร้อนกระสับกระส่าย
แพทย์ได้บอกความจริงกับเขา ให้เขาเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ธุรกิจ หรือ ชีวิต
และจะต้องตัดสินใจเลือกอย่างรวดเร็วด้วย
ถ้าเขาเลือกเอาชิวิตไว้ ขอให้เลิกงานด้านธุรกิจอย่างเด็ดขาด
มิฉะนั้นเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

เขาเลือกเอาชีวิตไว้ แพทย์ได้วางกฎ ๓ ข้อให้เขาปฎิบัติอย่างเคร่งครัด คือ
๑. อย่าวิตกทุกข์ร้อนในสิ่งใดทุกๆ กรณี
๒. พักผ่อนด้วยการออกกำลังกายเบาๆ กลางแจ้งเป็นประจำ
๓. ระมัดระวังเรื่องอาหารประจำวัน อย่ากินเมื่อยังไม่หิว

รอคกี้เฟลเลอร์ ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ ผลก็คือ เขารอดตาย
เขาหยุดงานด้านธุรกิจแต่หันมาสนใจเรื่องของเพื่อนบ้าน และเล่นกีฬาในร่มเล็กๆ น้อยๆ
ระหว่างที่รอคกี้เฟลเลอร์ทรมานจากโรคนอนไม่หลับและหยุดงานธุรกิจแล้วนั้น
เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เขาเริ่มคิดถึงผู้อื่น เขาเลิกคิดถึงเรื่องการกอบโกยเงิน
แต่เขากลับคิดว่าเขาจะต้องใช้เงินจำนวนสักเท่าใด จึงจะสามารถสร้างความสุขให้ปวงมนุษย์ในโลกได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา ทำให้เขาเริ่มบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อสาธารณกุศล

วิทยาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่งบนฝั่งทะเลสาบมิชิแกน ซึ่งกำลังจะถูกธนาคารยึดได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก เพราะการช่วยเหลือของเขาโดยการบริจาคเงินหลายล้านเหรียญ
เขาบริจาคเงินช่วยเหลือการศึกษาของชาวนิโกร
และได้บริจาคเงินหลายล้านเหรียญในการปราบพยาธิปากขอจนหมดไปจากภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา
เขาได้ตั้งมูลนิธิอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก นั่นคือ มูลนิธิรอคกี้เฟลเลอร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ และเพื่อความสุขสวัสดีของปวงมนุษย์ทั่วโลก

ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ว่าจะมีองค์กรใดได้บำเพ็ญประโยชน์แก่มนุษย์
อย่างกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์
มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นสิ่งแปลกและใหม่ของโลก
เขาให้ทุนเพื่อการศึกษาค้นคว้าสิ่งต่างๆ มากมาย รวมทั้งในวงการแพทย์ด้วย
เราต้องขอบคุณเขาในเรื่องยาหลายชนิด เช่น เพนนิซิลิน, ยาในการรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เขาร่วมบริจาคในการต่อสู้ทำลายโรคมาเลเรีย วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคคอตีบ
และโรคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งระบาดอยู่ทั่วโลก

สำหรับรอคกี้เฟลเลอร์เอง ได้รับผลจากการปฏิบัติเช่นนั้นของเขาอย่างดียิ่ง
คือได้รับสันติสุขทางใจอย่างล้นเหลือ ได้รับความยกย่องนับถือไปทั่วโลก
ยอห์น. ดี. รอคกี้เฟลเลอร์ ผู้ซึ่งกำลังจะตายเมื่ออายุ ๕๓ ปี
กลับเป็นผู้มีอายุยืนถึง ๙๘ ปี อย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งนี้เพราะเขาได้เปลี่ยนชีวิตของเขาจากความหน้าเลือดเห็นแก่ได้เอารัดเอาเปรียบมาเป็นผู้เสียสละ
บำเพ็ญประโยชน์เพื่อความสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
และตัวเขาเองก็กลายเป็นผู้มีความสุขความสงบทางจิตใจ
เขาเปลี่ยนคนเกลียดชังให้รักใคร่เพราะเขาเปลี่ยนแปลงแนวคิดและการกระทำของเขาก่อน
รวมความว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย
ทำความดีและเพิ่มพูนความดีอยู่เรื่อยๆ
ความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริงอยู่ตรงนี้…”

โพสท์ใน Forward Mails, Soul | ติดป้ายกำกับ , , , , , | 1 ความเห็น

คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต (ดีมาก ๆ)

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์
1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล(1,000,000,000 เซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยว
กับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่อง หลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

7. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

8. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

9. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลาย พันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

10. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว

อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

a. น้ำตาล คือ อาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น
“นิวตร้าสวีต” “อีควล” “สปูนฟูล” ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่า คือ
น้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูป ก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ “แบรก อมิโน” หรือ เกลือทะเล แทน

b. นม เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้
นมถั่วเหลือง ชนิดไม่หวาน แทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ ได้รับอาหาร

c. เซลมะเร็งเติบโต ได้ดี ในภาวะแดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวก เนื้อ จะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทาน ปลา จะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทาน ไก่ แทนเนื้อ และ หมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิต บางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืช จำพวกหัวเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 1 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ140 องศา F ( ประมาณ 4 องศา C)

e. ให้หลีกเลี่ยง กาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมี คาเฟอีนสูง
ชาเขียว ถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซิน และโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง

11. โปรตีนจาก เนื้อ จะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

12. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงด หรือ การรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอ มาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

13. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สารIP6 [inositol hexaphosphate หรือ phyti acid],สาร Flor-essence, สาร Essiac, สาร
แอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือ กำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

14. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์ กับ จิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ
การป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวก จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง
…. ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

15. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้
ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้น ลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วย
อ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลาย เซลมะเร็ง

ข้อมูลเพิ่มเติม http://goo.gl/6QPPo

โพสท์ใน Forward Mails | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

:: จงรักษาหนทางของตัวเธอเอง ::

ภาพและคำโดย : กะว่าก๋า

ถ้าเปรียบชีวิตคนเรากับรถยนต์สักคัน

ตัวถังรถคงเปรียบเหมือนสิ่งต่างๆที่อยู่นอกตัวเรา
เป็นเปลือกและตัวตนที่เราสร้างขึ้นมา
จากการหล่อหลอมทั้งการศึกษา ชาติตระกูล ทรัพย์สิน
อุปนิสัย พื้นฐานจิตใจ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ฯลฯ

เครื่องยนต์ คือ ความคิด

และ ล้อรถ คือ ลมหายใจ

ใช่หรือไม่ว่า…ทุกวันนี้ผู้คนมากมายพยายามรักษาตัวถังรถ
ให้เป็นไปตามที่ใจตนปรารถนา
เราเฝ้ารักษาสิ่งที่ต้องแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

หลายคนเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนตัวถังรถยนต์นี้ให้แพงขึ้น
ล้ำค่าขึ้น
โดยต้องเพิ่มความเหน็ดเหนื่อยให้กับชีวิตของตัวเอง

ทั้งที่ความจริงแล้ว
รถยนต์จะวิ่งไปได้
เครื่องยนต์ย่อมต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเช่นกัน

จะมีประโยชน์อะไรที่ตัวถังรถเป็นเหล็กฝังเพชร
แต่เครื่องยนต์ภายในนั้นเสื่อมโทรมและไม่สมบูรณ์

ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนตัวถังรถอีกกี่ครั้ง
หากจิตใจของเรายังคงมืดบอดและถูกอวิชชาครอบงำ
ร่างกายที่สวยสด ทรัพย์สินเงินทองมากมายเพียงใด
อำนาจวาสนาบารมีที่มีอยู่
ถึงวันหนึ่ง…..
สิ่งต่างๆเหล่านั้นย่อมไม่มีทางช่วยให้เราพ้นทุกข์ไปได้

ยิ่งครอบครองยึดติดมากเท่าใด
กลับยิ่งทุกข์และเศร้าหมองในขณะที่ต้องสูญเสียมันไปมากเท่านั้น

เราหลงลืมความจริงที่ว่าหากเครื่องยนต์ดี มีแรงวิ่งสม่ำเสมอ
ต่อให้ตัวถังรถยนต์นั้นเสื่อมโทรมหรือเก่าผุพังแค่ไหน
รถยนต์คันนี้ก็ยังวิ่งได้อย่างปลอดภัย

จิตที่รู้ทันอารมณ์และความรู้สึก
ย่อมเป็นจิตที่ไม่ถูกความมัวหมองหดหู่ร้อยรัด

เราเคยรู้ทันความคิดของตัวเองหรือเปล่า ?
เราเคยรู้ไหมว่าต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงที่เรากำลังเผชิญอยู่
คืออะไร ?
เราเคยรู้วิธีที่จะทำให้เราหลุดพ้นไปจากทุกข์หรือยัง ?

เรากล้าที่จะตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ ?

และต่อให้ตัวถังรถงามเพียงใด
เครื่องยนต์ดีเพียงไหน ?

จงอย่าลืมว่า ล้อรถเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ถ้าเปรียบชีวิตคนเรากับรถยนต์สักคัน

ตัวถังรถคงเปรียบเหมือนสิ่งต่างๆที่อยู่นอกตัวเรา
เป็นเปลือกและตัวตนที่เราสร้างขึ้นมา
จากการหล่อหลอมทั้งการศึกษา ชาติตระกูล ทรัพย์สิน
อุปนิสัย พื้นฐานจิตใจ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ฯลฯ

เครื่องยนต์ คือ ความคิด

และ ล้อรถ คือ ลมหายใจ

หมดจากลมหายใจแล้ว….
วงล้อแห่งชีวิตจะเคลื่อนไปยังหนแห่งใด

มีเพียงความคิดเท่านั้นที่จะยังคงสร้างตัวตน
และพาเราเดินทางต่อไปในวัฏฏะสงสารนี้โดยมิสิ้นสุดเลย

จนกว่าเราจะเข้าถึงธรรมะขั้นสูงสุดแห่งความเป็นจริง

โพสท์ใน Forward Mails, Soul | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

ทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

โอวาทจากดวงพระวิญญาณบริสุทธิ์สมเด็จโต
พิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยเดลี่
ประจำวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๔

ทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี

คุณขีด : กระผมอยากทราบเรื่องกฎแห่งกรรมเพราะเป็นกุญแจของบุญและบาป คนที่ไม่รู้จักบุญและบาปก็เพราะไม่รู้จักกฎแห่งกรรม บางคนไม่เชื่อว่าบุญมีจริงบาปมีจริง แล้วบางทีทำบุญกลายเป็นได้ผลบาป ทำบาปกลายเป็นผลดี ทั้งนี้เป็นเพราะว่าไม่ทราบชัดในเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นกระผมอยากให้หลวงพ่อสมเด็จได้โปรดขยายกฎแห่งกรรมให้กว้างขวาง ให้เป็นที่รู้ชัดสักหน่อยครับว่ามีกฎอันแท้จริงอย่างไร

สมเด็จโต : กฎแห่งกรรมนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก ก็เปรียบเสมือนหนึ่งธรรมชาติของการเติบโตของผลไม้ตามฤดูกาล กรรมที่ท่านสร้างในอดีตภพย่อมนำมาสู่ท่านในปัจจุบันภพ ฉันใดก็ฉันนั้น ทีนี้กรรมเหล่านั้นที่ท่านทำไปแล้วแต่ท่านลืมไปเพราะอะไรเล่า เพราะว่ามนุษย์ที่ยึดว่าทำไมทำดีจึงไม่ได้ดี เพราะมนุษย์ผู้นั้นไม่โปร่งในขั้นสมุฏฐานของเหตุและปัจจัย

ถ้าท่านหว่านพืชชนิดใดลงดิน พืชชนิดนั้นจะขึ้นตามเหล่ากอของพืชพันธุ์นั้น กรรมใดที่ท่านสร้างมาในภพที่ท่านลืมไปแล้ว แต่กรรมนั้นยังตามเสวยตามภพชาติต่างๆ อยู่ ยกตัวอย่าง ซึ่งเปรียบง่ายๆ สมมติว่าเมื่อสองปีก่อนท่านได้ฆ่าคนตายในที่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วท่านหนีไปอยู่ที่หนองคาย (เปรียบเหมือนท่านฆ่าคนตายในภพก่อนแล้วมาเกิดใหม่ในภพนี้) เรียกว่าท่านเกิดภพนี้ทั้งที่เป็นคนเดิมคือจิตวิญญาณเดิมจากภพก่อน แต่มาอยู่ภพนี้หรือเมืองนี้

ในขณะที่ท่านหนีจากกรุงเทพฯ (ภพก่อน) ไปอยู่หนองคาย (ภพนี้) เกิดสำนึกผิดขึ้นมา จึงถือศีลทำบุญให้ทาน เป็นมิตรกับชาวบ้านที่หนองคาย ชาวบ้านที่หนองคายก็ยกย่องสรรเสริญว่าท่านเป็นคนดีมีศีลธรรมน่าเคารพนับถือ แต่กรรมที่ท่านสร้างไว้คือฆ่าคนตายที่กรุงเทพฯ เมื่อสองปีก่อนนั้น ชาวบ้านที่หนองคายไม่รู้กับท่านด้วย และตำรวจ (กรรม) นั้นก็กำลังตามหาท่านอยู่ เปรียบเสมือนการตามของภพของกรรมไปถึงที่นั่น

แม้ว่าท่านกำลังถือศีลถืออุโบสถอยู่ในโบสถ์ หรือแม้ว่าบางคนมาบวชเป็นพระเพื่อหนีคุกหนีตารางก็ตามที เมื่อตำรวจสืบพบเจอตัวท่าน แม้จะอยู่ที่วัดถือศีลหรือบวชเป็นพระอยู่ ตำรวจก็จับท่านทันทีเพื่อไปลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง คนที่หนองคายแถวที่ท่านอยู่ย่อมไม่พอใจ หรือด่าทอตำรวจที่มาจับคนดีที่ถือศีลในอุโบสถอยู่

ก็เหมือนกรรมที่ไม่ดีที่ตามมาทันท่านตอนที่ท่านกำลังทำดี ทำให้ท่านคิดว่าทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี กลับพบเจอและได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดี ท่านอาจลืมกรรมที่ท่านทำไว้ในภพชาติก่อนแล้ว เพราะมันผ่านมานานแล้ว ข้ามภพข้ามชาติมาจนจำไม่ได้ว่าทำกรรมไม่ดีอะไรไปบ้าง จึงทำให้คิดว่าภพนี้ชาตินี้ทำแต่ความดี แล้วทำไมไม่ได้ดี

คล้ายกันกับคนทำชั่วหรือทำไม่ดีในปัจจุบัน แต่กลับได้ดิบได้ดี เพราะภพชาติก่อนเขาเคยทำดีไว้ แล้วกรรมดีนี้ตามมาทันและส่งผลให้เขาได้ดิบได้ดี แม้ในขณะปัจจุบันเขากำลังทำกรรมไม่ดีอยู่ก็ตามที เพราะเป็นกรรมคนละส่วนกับกรรมเก่าที่เขาทำดีในภพชาติก่อน ส่วนกรรมใหม่ที่เขาทำไม่ดีในขณะนี้ยังไม่ส่งผล ต้องรอให้ผลในกาลต่อไป เปรียบเหมือนเราเพิ่งปลูกข้าวดำนาเสร็จ จะให้กล้าในนาออกดอกออกรวงข้าวในวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยย่อมเป็นไม่ได้ จะต้องรอเดือนรอเวลาจนกว่าต้นกล้าจะครบกำหนดที่จะออกรวงให้ผลิตผลเป็นเมล็ดข้าว จึงจะเก็บเกี่ยวได้ ฉันใดก็ฉันนั้น กฎแห่งกรรมก็เช่นเดียวกันกับกฎธรรมชาติ

เช่น การปลูกพืชปลูกต้นไม้ชนิดต่างกัน ย่อมต้องจะรอการออกดอกออกผลเป็นเวลาไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นไปตามพันธุกรรมของพืชชนิดนั้นๆ ที่จะใช้เวลาไม่เท่ากันนานเป็นเดือนหรือนานเป็นปีจึงจะให้ผล เช่น ปลูกพริกย่อมให้ผลิตผลเร็วกว่าปลูกมะม่วง ปลูกข้าวย่อมให้ผลเร็วกว่าปลูกมะพร้าว เป็นต้น เช่นเดียวกันกับผลของกรรมแต่ละชนิด กรรมหนักกรรมเบา มีเจตนาหรือไม่เจตนา เป็นต้น จึงให้ผลกรรมหนักเบาต่างกันต่างเวลาตามเหตุปัจจัย

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งละเอียด กฎแห่งกรรมคือกฎแห่งธรรมชาติ ย่อมทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ท่านสร้างกรรมดีไว้ในปัจจุบันนี้ กรรมนั้นอาจจะให้ท่านเสวยผลในภพอีกภพหนึ่งก็ได้ เพราะว่ามันเป็นกงล้อแห่งกงกรรมกงเกวียนที่จะแยกแยะออกมา ชาติไหน ชาติอะไร ชาติโน้น ชาตินี้ เป็นสิ่งยาก เพราะว่ามนุษย์เราแต่ละคนที่เกิดมาในปัจจุบันชาตินี้ เกิดมาเป็นร้อยๆ พันๆ ภพชาติเป็นกงกรรมกงเวียนที่ทับถมทั้งดีและชั่ว โดยเจ้าตัวก็แยกแยะไม่ออก

ยกตัวอย่างง่ายๆ เสมือนหนึ่งท่านคิดตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น พอตกเย็นท่านมานั่งทบทวน ท่านก็แยกแยะทบทวนไม่ค่อยออกว่าเวลาไหนท่านมีอกุศลอารมณ์ เวลาไหนมีโทสจริต เวลาไหนมีเมตตาจิต เพราะว่าการเคลื่อนไหวแห่งจิตวิญญาณนี้เร็วยิ่งกว่าอณูปรมาณูทั้งหลาย เร็วยิ่งกว่าปรอท เพราะฉะนั้นจึงแยกได้ว่า ท่านสร้างกรรมใดไว้ ท่านย่อมจะต้องเสวยกรรมนั้นในภพชาติแน่นอน

ขอบคุณธรรมจักรดอทเนต

โพสท์ใน Soul | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

Key ลัด บน Keyboard มีอะไรบ้าง ช่วยอะไรได้บ้าง?

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้า Keyboard ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันดีกว่า หลายคนยังไม่รู้ว่า บน Keyboard นั้นเราสามารถกด Shortcut หรือ Keyลัด บนแป้น Keyboard เพื่อช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นครับ..

·  ESC (ยกเลิกงานปัจจุบัน)

 

·  ปุ่ม Windows Logo (เปิด Start menu)

·  Windows Logo + R (เรียกใช้งาน Run)

·  Windows Logo + M (Minimize all)

·  Windows Logo + F1 (เรียกใช้งาน Help)

·  Windows Logo + E (เปิด Windows Explorer “หรือ MyComputer นั่นแหละ”)

·  Windows Logo + D (พับหน้าจอทุกอย่างที่กำลังเปิดอยู่)

·  Windows Logo + Tab (เลือก-สลับการใช้งานของหน้าต่างที่เปิดอยู่)

·  Windows Logo + Break (เรียกใช้งาน System Property)

 

·  CTRL+C (คัดลอก – Copy)

·  CTRL+X (ตัด – Cut)

·  CTRL+V (วาง – Paste)

·  CTRL+Z (ยกเลิก – Undo)

·  CTRL+A (เลือกทั้งหมด)

·  CTRL+B (ทำตัวหนังสือหนา)

·  CTRL+U (ขีดเส้นใต้)

·  CTRL+i (ทำตัวหนังสือเอียง)

·  กดปุ่ม CTRL ขณะที่ลากรายการ (คัดลอกรายการที่เลือก)

·  กดปุ่ม CTRL+SHIFT ขณะที่ลากรายการ (สร้าง Shortcut ไปยังรายการที่เลือก)

·  CTRL+ ลูกศรขวา (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของคำถัดไป)

·  CTRL+ ลูกศรซ้าย (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของคำก่อนหน้า)

·  CTRL+ ลูกศรลง (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของย่อหน้าถัดไป)

·  CTRL+ ลูกศรขึ้น (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของย่อหน้าก่อนหน้าไป)

·  CTRL+SHIFT พร้อมกับปุ่มลูกศรใดๆ (ไฮไลต์บล็อกข้อความ)

·  CTRL+F4 (ปิดเอกสารที่ใช้งานอยู่)

·  CTRL+ESC (แสดงเมนู Start)

 

·  DELETE (ลบ)

·  SHIFT+DELETE (ลบรายการที่เลือกอย่างถาวรโดยไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin)

 

·  ปุ่ม F3 (ค้นหาไฟล์หรือโฟลเดอร์)

·  ปุ่ม F4 (แสดงรายการแอดเดรสบาร์ใน My Computer หรือ Windows Explorer)

·  ปุ่ม F5 (อัปเดทหน้าต่าง – Refresh หน้าต่าง)

·  ปุ่ม F6 (สลับไปตามรายการอิลิเมนต์บนหน้าจอในหน้าต่างหรือบนเดสก์ทอป)

·  ปุ่ม F10 (เปิดแถบเมนูในโปรแกรมที่กำลังใช้งาน)

·  SHIFT+F10 (แสดงเมนูทางลัดสำหรับรายการที่เลือก)

 

 

·  BACKSPACE (ดูโฟลเดอร์ย้อนขึ้นหนึ่งระดับใน My Computer หรือ Windows Explorer)

 

·  ALT+ENTER (ดูคุณสมบัติต่างๆ ของรายการที่เลือก)

·  ALT+F4 (ปิดรายการที่ใช้งานอยู่ หรือปิดโปรแกรมที่ใช้งาน)

·  ALT+ENTER (แสดงคุณสมบัติของออบเจกต์ที่เลือก)

·  ALT+SPACEBAR (เปิดเมนูทางลัดสำหรับหน้าต่างที่ทำงานอยู่)

·  ALT+TAB (สลับระหว่างรายการต่างๆ ที่เปิดอยู่)

·  ALT+ESC (สลับไปยังรายการต่างๆ ตามลำดับที่เปิด)

·  ALT+SPACEBAR (เปิดเมนูระบบสำหรับหน้าต่างที่ทำงานอยู่)

·  ALT+อักษรขีดเส้นใต้ในชื่อเมนู (แสดงเมนูนั้นๆ)

 

·  กดปุ่ม SHIFT ขณะที่ใส่แผ่นซีดีรอมลงในไดรฟ์ซีดีรอม (ยกเลิกการเล่นซีดีรอมอัตโนมัติ)

·  CTRL+SHIFT+ESC (เปิด Task Manager)

 

……….. จริงๆแล้วยังมีมากกว่านี้นะครับ แต่คัดมาเฉพาะที่มีประโยชน์กับการทำงานครับ.

หวังว่าเอกสารฉบับนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ.

ขอแสดงความนับถือ,

ทีมงาน IT Tips.

โพสท์ใน Forward Mails | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

ความสุข

หนังสือ time magazine บอกว่า ที่อเมริกา มีงานวิจัยพบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก คือพระในพุทธศาสนา
โดย ทดสอบด้วยการ สแกนสมองพระที่ทำสมาธิและได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นจริง

+ หลักความเชื่อของศาสนาพุทธ คือ เหตุที่ทำให้เกิดความสุข นั้นก็คืออยู่กับปัจจุบัน ขณะปล่อยวางได้ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยาก ที่ไม่มีสิ้นสุด

+ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และใช้หลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มีจิตใจเมตตา กรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น

+ อริยะ สัจ 4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบอกไว้ด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แท้จริงแล้วก็คือทางเดินไปหาคำว่า “ความ สุข”
เพราะ ถ้าเมื่อไรเรา กำจัด “ความ ทุกข์” ได้ แล้วความสุขก็ จะเกิดขึ้น

+ อุปสรรค ของความสุขก็ คือแรงปรารถนา และ ตัณหา คนเราจะมีความสุขไม่ขึ้นอยู่กับว่า”มี เท่าไร”
แต่ ขึ้นอยู่ที่ว่า เรา “พอ เมื่อไร” ความ สุขไม่ได้ขึ้น กับจำนวนสิ่ง ของที่เรามี หรือเราได้…

+ ดังนั้นวิธีจะมี ความสุขอันดับ แรกต้อง “หยุด ให้เป็น และ พอใจให้ได้” ถ้า เราไม่หยุดความอยากของเราแล้วละก็
เรา ก็จะต้องวิ่ง ไล่ตามหลายสิ่ง ที่เรา “อยาก ได้” แล้ว นั่นมันเหนื่อย และความทุกข์ ก็จะตามมา…

+ ข้อ ต่อมาที่ทำให้ เราเป็นสุขคือ การมองทุกอย่าง ในแง่บวก ชีวิตแต่ละวัน แน่นอนเราต้อง เจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้อง
เริ่มด้วยการมองแต่สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อใจเราจะได้ เป็นบวก คิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ

+ ข้อ ต่อมาคือการให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบ สิ่งของหรือ เงิน เรียกว่าบริจาค และการให้ความเมตตากรุณาต่อกัน
ให้ อภัยทั้งตัวเองและคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความ สุข….

+ การ ปล่อยวางให้ได้ ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องจะ ร้ายแรงและ เศร้าโศกเพียงใด
จำไว้ว่ามันจะโดนเวลาพัดพามันไปจากเรา ไม่ช้าก็ เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้….และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต
ไม่ ว่าจะเป็น เรื่องที้เราไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่าผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
ทุกคนต้องได้ผ่านบททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร…

+ ทำตนเองให้สดใส ด้วยการยิ้มให้ตนเอง ทำคนอื่นให้สดใสได้ ด้วยการยิ้มให้เขา การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
แต่สร้างความสดใสได้มาก ทำให้เราเป็น สุขอยู่เสมอ เพราะความสุขมันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ใจข องเรานี่เอง

ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส เห็นใครทักก่อน
นี่คือ.. วิธีแสดงเสน่ห์แบบง่ายๆ แต่ให้ผลมาก

การให้อภัยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่การแก้แค้นลงทุนมาก

เขาด่าว่าเราไม่ถึงนาที เขาอาจลืมไปแล้วด้วย แต่เรายังจดจำ ยังเจ็บใจอยู่… นี่เราฉลาดหรือโง่กันแน่

บ่นแล้วหมดปัญหาก็น่าบ่น บ่นแล้วมีปัญหา ไม่รู้จะบ่นหาอะไร

เรายังเคยเข้าใจผิดผู้อื่น ถ้าคนอื่นเข้าใจเราผิดบ้าง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร ทำไมต้องเศร้าหมอง
ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างที่ใครเข้าใจ

อย่าโกรธฟุ่มเฟือย อย่าโกรธจุกจิก อย่าโกรธไม่เป็นเวลา อย่าโกรธมาก จะเสียสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

แม้จะฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธไม่ได้ แต่ฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธบ่อยได้ ฝึกให้เป็นผู้รู้จักให้อภัยได้

การนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องของเขา การให้อภัยเป็นเรื่องของเรา

การชอบพูดถึงความดีของเขา คือความดีของเรา การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือความไม่ดีของเรา

โทษคนอื่นแก้ไขอะไรไม่ได้ โทษตนเองแก้ไขได้

แก้ตัวไม่ได้ช่วยอะไร แต่แก้ไขช่วยให้ดีขึ้น

การนอนหลับเป็นการพักกาย การทำสมาธิเป็นการพักใจ คนส่วนใหญ่พักแต่กาย ไม่ค่อยพักใจ

รู้จักทำใจให้รักผู้บังคับบัญชา รู้จักทำใจให้รักลูกน้อง รู้จักทำใจให้รักเพื่อนร่วมงาน
สวรรค์ก็อยู่ที่ทำงาน

เกลียดผู้บังคับบัญชา เกลียดลูกน้อง เกลียดผู้ร่วมงาน นรก ก็อยู่ที่ทำงาน

การที่เรายังต้องแสวงหาความสุข แสดงว่าเรายังขาดความสุข
แต่ถ้าเรารู้จักทำใจให้เป็นสุขได้เอง ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนแสวงหาที่ไหน

อ่อนน้อม อ่อนโยน อ่อนหวาน นั้นดี…. อ่อนข้อให้เขาบ้างก็ยังดี แต่…อ่อนแอนั้น ไม่ดี

ในการคบคน ศิลปะใดๆ ก็สู้ความจริงใจไม่ได้

จงประหยัด คำติ แต่อย่าตระหนี่ คำชม

อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันตอนตาย

ถ้าคิดทำความดี ให้ทำได้ทันที
ถ้าคิดทำความชั่ว ให้เลิกคิดทันที
ถ้าเลิกคิดไม่ได้ ก็อย่าทำวันนี้
ให้ผลัดวันไปเรื่อยๆ

ถึงจะรู้ร้อยเรื่องพันเรื่อง ก็ไม่สู้รู้เรื่องดับทุกข์
โลกสว่างด้วยแสงไฟ ใจสว่างด้วยแสงธรรม
แสงธรรมส่องใจ แสงไฟส่องทาง

ผู้สนใจธรรม สู้ผู้รู้ธรรมไม่ได้
ผู้รู้ธรรม สู้ผู้ปฎิบัติธรรมไม่ได้
ผู้ปฎิบัติธรรม สู้ผู้ที่เข้าถึงธรรมไม้ได้

มีทรัพย์มาก ย่อมมีความสะดวกมาก
มีธรรมะมาก ย่อมมีความสุขมาก

เมื่อก่อนยังไม่มีเรา
เราเพิ่งมีมาเมื่อไม่นานมานี้เอง
และอีกไม่นานก็จะไม่มีเราอีก
จึงควรรีบทำดี ในขณะที่ยังมี…เรา

“ ขอขอบคุณ ผู้ที่ได้จัดทำบทความนี้ จึงขอ ส่งต่อ ให้เพื่อนๆๆ เพื่อให้มีสติมากขึ้น และพร้อมที่ จะสู้ต่อไป 

โพสท์ใน Forward Mails, Soul | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น